ข้อมูลอียิปต์

posted on 10 Nov 2008 00:31 by shadow-ofdead in knowledge

ข้อมูลโดยสังเขปของประเทศอียิปต์
ชื่อทางการ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Arab Republic of Egypt)
ประชากร 66,050,000 (1998) ในเขตเมืองร้อยละ 45
ภาษา อารบิกเป็นภาษาราชการ และภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส
ศาสนา มุสลิม (สุหนี่) ร้อยละ 94 คริสเตียนคอปติก และอื่น ๆ ร้อยละ 6
เมืองสำคัญ ไคโร เมืองหลวง (ประชากร 9,600,000 คน) อเล็กซานเดรีย (ประชากร 3,584,000 คน)
รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐ
ประมุข : ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค(Hosni Mubarak)
ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ตุลาคม 2524 (1981) และได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 4 ในปี 2542 (1999)
นายกรัฐมนตรี : นาย Atef Ebeid ดำรงตำแหน่งปี 1999
รัฐมนตรีต่างประเทศ : นาย Mohamed Maher (พ.ค. 2544)
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 3.40 ปอนด์
รายได้ประชาชาติต่อหัว 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) 183.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

1. ข้อมูลทั่วไป
อียิปต์ตั้งอยู่บนมุมสุดทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาและบริเวณเหนือข้ามคลองสุเอซ ไปในคาบสมุทรไซนาย มีเนื้อที่ประมาณ 1,002,000 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดทะเล เมดิเตอร์เรเนียนทางภาคเหนือ ติดอิสราเอลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดทะเลแดงภาคตะวันออก ติดซูดานทางภาคใต้ และติดลิเบียทางภาคตะวันตกอียิปต์เป็นประเทศที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อ ระหว่าง ทวีปแอฟริกากับเอเชีย ผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ หลังจาก ได้มีการขุดและเปิดใช้คลองสุเอซ เมื่อปี พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) เส้นทางผ่านคลองสุเอซของอียิปต์ ได้กลายเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกแม้อียิปต์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่พื้นที่เพาะปลูก มีเพียงร้อยละ 4 หรือประมาณ 4 หมื่นตารางกิโลเมตร ในบริเวณสามเหลี่ยมที่ราบลุ่มปากแม่น้ำไนล ์เป็นส่วนใหญ่ และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำไนล์ตลอดสาย เนื้อที่ของประเทศส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 92 เป็นทะเลทรายและภูเขา มีอากาศแห้งแล้ง และมีฝนตกน้อยมาก ฝนตกประมาณ 200 มิลลิเมตรต่อปี แถบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ทางภาคเหนือ และบริเวณที่ราบปากแม่น้ำไนล์ กรุงไคโรมีประชากร ประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 6 ของพลเมืองทั้งประเทศ คนอียิปต์มีเชื้อชาติที่สำคัญ คือ เฟลลาฮีน เบดูอิน และนูเบียน

2. การเมืองการปกครอง
อียิปต์ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีกระทำโดยการลงประชามติ และจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ปัจจุบันนาย Mohamed Hosni Mubarak เป็นประธานาธิบดี ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 4 โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 สมัชชาประชาชน (People’s Assembly) ของอียิปต์ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 454 คน ได้ลงคะแนนเสียง (445 เสียง) สนับสนุนให้ประธานาธิบดี Hosni Mubarak ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2524 ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีต่อไปอีกเป็นสมัยที่ 4 (ดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2542 ภายหลังที่ได้รับเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน คือ นาย Atef Ebeid ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2542
(ค.ศ. 1999)


อียิปต์มีพรรคการเมือง 13 พรรคที่สำคัญ ได้แก่ National Democratic Party (NDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมีประธานาธิบดีมูบารัคเป็นประธานพรรค Labour Party, New Wafq Party, Liberal Party (Ahrar), Tabammu (Progressive Unionist Party) และ Democratic Nasserite Party
พรรค NDP ของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2521 ในสมัยประธานาธิบดีซาดัต และได้รับเลือกตั้งเข้าบริหาร ประเทศตลอดมา

รัฐสภาอียิปต์มี 2 สภา คือ
สภาประชาชน (People’s Assembly) มีสมาชิก 454 คน มาจากการเลือกตั้ง 444 คน และประธานาธิบดีแต่งตั้ง 10 คน มีวาระ 5 ปี ประธานรัฐสภา คือ Dr. Ahmed Fathi Sorour
สภาที่ปรึกษา (Shura Council) มีสมาชิก 285 คน ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลสาขาอาชีพต่าง ๆ จำนวน 2 ใน 3 (190 คน) อีก 95 คน ประชาชนเป็นผู้เลือก มีวาระ 3 ปี

--------------------------

 

ประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ

.............อียิปต์เป็นประเทศที่อยู่ทางตอนบนของอาฟริกา มีแน่น้ำไนล์เป็นเส้นเลือดคอยหล่อเลี้ยงดินแดนนี้ ให้อุดมสมบูรณ์ จนกล่าวได้ว่านับเป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่อุดมณ์สมบูรณ์เกือบถึงที่สุดในยุคแรกๆ สองฟาก ฝั่งแน่น้ำไนล์เต็มไปด้วยความอุดมอย่างยิ่งยวดแม้ว่าน้ำจะท่วมทุกปีก็ตาม ผู้คนที่มาลงหลักปักฐานที่นี่มีหลักฐาน เชื่อได้ว่ามีมาตั้งแต่ยุคสมัยหินเก่า และก็ยังเป็นไปได้อีกว่าผู้คนที่อยู่อาศัยที่นี่อยู่มาตั้งแต่สมัยหินเก่าจนถึงสมัย ราชวงศ์ (ประมาณ 8000-3100) ปีก่อนศริศตกาลอีกด้วย ผู้คนแถบนี้นับว่าเป็นคนช่างคิดและมีวิยาการสูง พวกเขามีความสามารถในการควบคุมแม่น้ำไนล์ที่จะต้องเอ่อท่วมฝั่งทุกปี และยังสามารถมีกระบวนการทาง เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รู้เรื่องการผสมพันธุ์สัตว์อย่างเป็นระบบ การเก็บสะสมเมล็ดพันธุ์พืช ทำให้ ประเทศอียิปต์ในสมัยนั้นร่ำรวยขึ้นจนสามารถก่อสังคมขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพได้
.............สังคมอียิปต์โบราณนั้นมีการแบ่งหน้าที่ของชนชั้นอย่างชัดเจน มีชนชั้นพระที่คอยตอบสนองเรื่อง ความต้องการทางด้านจิตใจ มีนักรบคอยป้องกันดินแดน และยังสามารถถ่ายโอนแรงงานที่เป็นเกษตกรมา เป็นแรงงานกรรมกรเพื่อก่อสร้างสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เช่น ปิรามิดได้อย่างไม่ยากเย็น ดินแดนอียิปต์ ภายหลัง เมื่อกลายเป็นสังคมที่มีการปกครองโดยชั้นกษัตริย์ ยังมีการแบ่งแยกเป็นสองส่วนคืออียิปต์ตอนเหนือ และอียิปต์ ตอนใต้ บางที่อียิปต์ตอนเหนือก็เข้มแข็งมากกว่า บางที่อียิปต์ตอนใต้ก็มีอำนาจมากกว่า เป็นลักษณะนี้อยู่นาน จนถึงสมัยกษัตริย์ เมเนส (นักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่าเป็นพระองค์เดียวกันกับราชันต์แมงป่อง) ฟาโรห์จาก อียิปต์ตอนเหนือ ความสมดุลระหว่างสองเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ความเจริญก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนา อุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินผา เครื่องโลหะต่างๆ และเริ่มมีอักษรเฮียโรกลิฟฟิคใช้กันแล้ว นอกจากนียังมีความ เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ดังนั้นจึงมีการคิดวิธีดองศพด้วยวิธีการทำมัมมี่
..............ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นความรุ่งเรืองของอารธรรมอียิปต์ช่วงแรกคือช่วงอาณาจักรเก่า (2650-2150 ก่อนศริสตศักราช) เมืองหลวงเมืองแรกคือ ธีนิส ต่อมาเปลี่ยนไปอยู่ที่เมมฟิสในอียิปต์ตอนล่าง ฟาโรห์ซึ่งเป็น ตำแหน่งกษัตริย์ของนครเป็นผู้เดียวที่อาจจะสั่งให้มีการก่อสร้างปิรามิดเพื่อนเก็บศพของพระองค์ ต่อมา สังคมอียิปต์เริ่มสั่นคลอน เกิดสงครามระหว่างข้าหลวงในราชสำนัก แผ่นดินกลับแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เหมือนเมื่อครั้งยังไม่เจริญทางด้านอารยธรรม แต่ก็ยังมีการรวมกันฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในช่วงอาณาจักรกลาง เมื่อโครงการชลประธามฟายุมเกิดขึ้น และเมื่อฟาโรห์ขยายอำนาจของพระองค์ลงไปทางตอนใต้ทางนูเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือทางไซนาย แต่ถึงแม้ว่าอียิปต์จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรวบรวมและ ขยายดินแดน แต่ช่วงยุคนี้อียิปต์ยังต้องเผชิญต่อการอพยพของชนเผ่าฮิกซอส ชนชาวเอเชียซึ่งทำให้อียิปต์ต้อง ซบเซาลงอีก
..............กว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาสู่การฟื้นตัวเต็มที่ก็ต้องผ่านมาถึงราชวงศ์ที่ 17 อียิปต์ก็ลุกขึ้นมา โดดเด่นอีกครั้ง ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้จักกันในนามอาณาจักรใหม่ (1560-1085ก่อนค.ศ.) มันเป็นศรรตวรรษ ใหม่ของสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าที่คาร์นัก อาบูเซมเบล หรือลักซอร์ หรือว่าเป็นสมบัติของตุตันคาเมน (ราชวงศ์ที่ 18) หรือการเขียนหนังสือลงบนกระดาษปาปิรุสก็เกิดขึ้นในยุคนี้
..............เมื่อมาถึงยุคของฟาโรห์อาเมนโนพิสที่ 4 อียิปต์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อมีการ นำศาสนาที่มีเทพเจ้าองค์เดียวเข้ามานับถือ คือเทพอาตัน เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์มาบังคับใช้ในหมู่ประชาชน ซึ่งแต่เดิมชาวไอยคุปต์นับถือเทำเจ้าหลายพระองค์อยู่แต่ก่อน ว่ากันว่าการปฏิรูปศาสนาครั้งนี้ได้แรงสนับสนุน จากราชินีเนเฟอร์ติตี ซึ่งเป็นราชินีที่มาจากดินแดนซึ่งนับถือเทพเจ้าองค์เดียว (ใหนๆก็พูดถึงขอเล่าซะหน่อย นะคือว่า ตามประวัติ ราชินีองค์นี้มีสิริโฉมงดงามมาก เป็นเจ้าหญิงจากไมตานี ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณแห่ง หนึ่งแถวๆทางเหนือของเมโสโปเตเมีย หลังจากใช้ชีวิตร่วกับอาเมนโฮเทปที่ 4 ได้ 12 ปี ทั้งสองก็ไม่มีพระโอรส คงมีแค่พระราชธิดา 6 พระองค์ ซึ่งได้เป็นราชินีอียิปต์ถึง 2 พระองค์ ไม่แน่ใจว่าองค์โตหรือองค์รองที่สมรส กับซาเมนคาเร ส่วนพระธิดาองค์ที่ 3 สมรสกับตุตันคาเมน ) พระองค์ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อจากอาเมนโอเทปที่4 เป็น อัคเคนาตัน (แปลว่าผู้รับใช้อาตัน) แล้วย้ายเมืองหลวงแห่งใหม่ไปอยู่ที่ อัคเคนาตันซึ่งอยู่เหนือเมืองหลวงเก่า ธีบิส ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 300 กม. (ปัจจุบันคือพื้นที่ของเมือง เทลแอลอามาร์นา)การกระทำครั้งนี้ของ พระองค์ไม่เป็นที่พอใจแก่ข้าหลวงและประชาชนอย่างมาก จนเมื่อพระองค์สวรรคตในปี 1362 ซาเมนคาเร ซึ่งเป็นทั้งลูกเขยและผู้สำเร็จราชการร่วมมาแล้ว 3 ปีจึงขึ้นครองราชย์ต่อแต่ว่าไม่กี่เดือนก็ทรงสวรรคตไปอีก จนมาถึงราชวงศ์ที่ 18 ฟาโรห์ตุตันคาเมนก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ธีบิสและเปลี่ยนศาสนาให้มีการนับถือ เทพเจ้าหลายองค ์เหมือนเมื่อก่อน
..............หลังจากราชวงศ์ที่ 20 เป็นต้นมา อียิปต์เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทั้งจากความยุ่งเหยิงภายในและความ ที่ถูกรุกรานจากศัตรูภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คนทะเล" (อาจเป็นชาวเอเซียหรืออีเจี้ยน) ส่วนภายใน บัลลังก์ของฟาโรห์ก็ถูกครอบครองโดยราชวงศ์ลิเบียเป็นราชวงศ์ที่ 22 และเอธิโอเปียเป็นราชวงศ์ที่ 25 นอกจากนี้ยังถูกพวกอัสซีเรียและบาบิโลเนียรุกรานและในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกเปอร์เซียในปี 525 ก่อน ค.ศ ต่อมาได้มีการรบพุ่งแย่งชิงดินแดนกันอยู่หลายครั้งจนในที่สุดอียิปต์ก็ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของนาย พลปโตเลมี (ปโตเลมีที่ 1เป็นชาวกรีกมาซีโดเนียน) พระองค์ได้นำวัฒนธรรมกรีกเข้ามาเผยแพร่และ ย้ายเมืองหลวงจากเมมฟิสไปยังอเล็กซานเดรีย โดยในเฉพาะในสมัยของปโตเลมีที่ 2 และ 3 ถือว่าเป็นยุคทอง ของอียิปต์เลยที่เดียว มีการขยายอาณาเขตออกไปส่งเสริมการเกษตรโนกานนำพืชพันธุ์ใหม่ๆเข้ามาทดลองปลูก เช่นข้าวสาลี มีการสร้างพิพิธพัณฑ์รวบรวมศิลปะกรีกไว้ในพระราชวัง สร้างหอสมุดที่ยิ่งใหญ่ทีสุดในยุคโบราณ การกำหนดให้หนึ่งปีมี 365 วัน และทุกๆ 4 ปีจะมี366วัน อียิปต์เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับจนมาถึงสมัยฟาโรห์ ์ปโตเลมีที่ 13 กับพระนางคลีโอพัตราที่ 7ซึ่งเป็นช่วงปลายราชวงศ์ อียิปต์ได้ตกเป็นของอาณาจักรโรมันโดย อ็อคเตเวียน(บุตรบุญธรรมของจูเลียส ซีซ่าร์)ได้ยกทัพมาบดขยี้อียิปต์ได้ในที่สุด ครั้นจรรกวรรดิโรมันได้รวม อียิปต์เข้าเป็นดินแดนในที่สุด เมืองอเล็กซานเดรียนับว่ายังเจริญรุ่งเรืองอยู่มาก ได้เป็นหนึ่งในสามของศูนย์กลาง ของศาสนาคริสต์ ต่อมาเมื่อคศ 7 เมื่อชาวอาหรับเข้ามาแทนที่ชาวโรมันได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงไคโร (เมืองหลวงอียิปต์ปัจจุบัน)เมืองอเล็กซานเดรียก็กลายเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายระหว่างซีกโลกตะวันตก และตะวันออก เป็นต้นว่าเครื่องเทศ เครื่องแก้ว และของฟุ่มเฟือยทั้งหลาย

 มัมมี่ฟาโรห์

มัมมีฟาโรห์เด็ดคาเร-ไอเซซิแห่งราชวงศ์ที่ 5
      มัมมี่ฟาโรห์พระองค์นี้ถูกขโมยไป และได้รับกลับคืนในสภาพ
มัมมี่โทรมมากที่สุด ประวัติของฟาโรห์องค์นี้มี น้อยมาก ทราบเพียงแต่ว่า พระองค์เคยเสด็จประพาสเมืองนูเบียครั้งหนึ่งมัมมี่ของพระองค์ถูกพบที่ห้องเก็บพระศพ ในพีระมิดแห่งหนึ่ง ซึ่งพระองค์ทรงสั่งให้สร้างขึ้นที่เมืองซัคคารา ปรากฏว่าเหลือเพียงพระพักตร์และพระวรกายครึ่งซีกเท่านั้น ส่วนกระดูกหลาย ชิ้นหายไป นอกจากนี้ยังพบอวัยวะเก็บเครื่องใน (คาโนปิค) ของพระองค์ใต้หลุมเล็กๆ กลางห้องเก็บพระศพอีกด้วย

มัมมีฟาโรห์อูนัส
      ฟาโรห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ที่ 5 ซึ่งเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บพระศพภายในพีระมิดเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่เมืองซัคคารา พระศพถูกขโมยไปเช่นกัน เมื่อสำรวจแล้วพบว่ามัมมี่ของพระองค์เหลือเพียงพระนลาฎ พระหัตถ์ พระเศียรบางส่วน ที่ยังคงมีพระเกศาติดอยู่

มัมมี่ของฟาโรห์ซีเควนเนนเรทา
      ฟาโรห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ที่ 17 พระองค์ขึ้นครองราชย์ในสมัยที่อียิปต์ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ซึ่งต่องเผชิญกับ ปัญหาทางการเมืองซึง่เป็นครั้งที่รุนแรงครั้งหนึ้งในอียิปต์ นอกจากนั้นยังถูกพวกชนเผ่าฮิกซอสรุกรานชายแดนตลอด พระองค์ ทรงสวรรคตด้วยการถูกปลงพระชนม์ในสนามรบกับชนเผ่าฮิกซอสเมื่อมีพระชนมายุ 40 พรรษา พระศพของพระองค์ ได้รับการทำมัมมี่เช่นเดียวกันมัมมี่ของพระองค์ถูกทำโดยการแช่พระศพไว้ใน น้ำเกลือเฉยๆ ไม่มีการเอาอวัยวะภายในออก เมื่อนักไอยคุปต์วิยาแกะผ้าพันพระศพออกพบว่ามีกลิ่นเห็นมาก สภาพพระศพแตกออกเป็นส่วนๆสังเกตุได้ว่าที่พระพระพักตร์ มีรอยแผลลึกภึง 6 แผล มีรอยแตกร้าวตามขอบพระเนตร พระปรางค์ด้านขวา และพระนาสิก คล้ายถูกแทงด้วยทวน หรือหลาวอย่างรุนแรง จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในสนามรบจริง แต่ถึงแม้ว่าวันนั้น กองทัพ อียิปต์ขาดผู้นำ แต่ก็สามารถประสบชัยชนะอย่างแน่นอนเพราะสามารถกันเอาพระศพกลับมาทำพิธีมัมมี่ได้ในที่สุด

มัมมี่ฟาโรห์อาห์โมซิส
      ฟาโรห์อาห์โมซิสเป็นพระอนุชาของฟาโรห์ซีเควนเนนเร-ทา ได้ทำสงครามกับผู้รุกรามต่างชาติต่อมา และในที่สุด พระองค์ก็ทรงกำจัดพวกฮิกซอสออกจากแผ่นดินไอยคุปต์สำเร็จหลังจากได้ยึดครองเมืองเอวาริสได้ นี่คือเหตุการณ์ที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งของไอยคุปต์ ก่อนจะเข้าสู่ยุคอาณาจักรใหม่ ซึ่งทำให้ไอยคุปต์ตอนล่างและตอนบนรวมกัน ได้อีกครั้งหนึ่ง ฟาโรห์อาห์โมซิสอภิเษกสมรสกับพระขนิษฐาของพระองค์เอง ทรงพระนามว่าเนฟเฟอตาริ มัมมี่ของฟาโรห์ อาห์โมซิสนั้น จากการตรวจสอบของนักวิชาการทำให้ทราบว่าพระองค์ได้รับความทรมานจากโรคกระดูกไขสันหลังอย่าง ร้ายแรง และยังเป็นโรคไขข้ออักเสบนั่นคือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันได้ว่า พระองค์ไม่ได้เสียชีวิตในสนามรบแต่อย่างใด เมื่อพระวรกายของพระองค์ได้รับการทำพิธีอาบยาศพในการทำมัมมี่

มัมมี่ฟาโรห์เอเมนโนพิส
      ฟาโรห์อาห์โมซิสและพระนางเนฟเฟอร์ตาริ ทรงมีพระโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า เอเมนโนพิส ต่อมาได้ขึ้น ครองราชย์เป็นฟาโรห์เอเมนโนพิสที่ 1 ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถสูงพระองค์หนึ่ง อำนาจและพระบารมีของ พระองค์เกรียงไกรแผ่ขยายไปอย่างไพศาล พระองค์ทรงขยายพรหมแดนไอยคุปต์ไกลออกไปกว่าสมัยพระบิดาเสียอีก คือนับตั้งแต่ดินแดนปาเลสไตนืไปจนถึงยูเฟรติส มีผู้ค้นพบมัมมี่ของพระองค์ในสมัยราชวงศ์ที่ 21 ซึ่งนักบวชแห่งอามัน เป็นผู้เก้บรักษาไว้ และในปัจจุบันนี้ยังรักษาไว้เป็นพิเศษ เนื่องจากการพันผ้าพันพระศพได้กระทำไว้อย่างดีเยี่ยม ทั้งสวยงาม ทั้งปราณีตหามัมมี่อื่นเทียบได้ยาก แต่เป็นที่สังเกตุได้ว่าพระพาหาขวาหายไปเนื่องจากถูกขโมยดึงออก พระเพลาแตกหัก และมีกระดูกบางชิ้นหายไปด้วย

มัมมี่ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1
      เนื่องจากฟาโรห์เอเมนโนพิสและพระนางอาห์โมซิสเมอเย็ต-อมัน ไม่มีพระราชโอรส คงมีแต่พระราชธิดา และแต่ละพระองค์ก็ไม่ประสงค์จะนั่นบันลังก์ ดังนั้นจึงตกแก่บุตรบุญธรรมนามว่าทุตโมซิส ที่ 1 สืบทอดบันลังก์ต่อมา พระราชกรณียกิจของพระองค์คือ พระองค์ทรงขยายการก่อสร้างวิหารคาร์นัคออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เกี่ยวกับมัมมี่ ของพระองค์ ปรากฏว่ามัมมี่ที่มีป้ายชื่อติดอยู่ว่าทุตโมซิสที่ 1 ซึ่งค้นพบที่สุสานไดเยอร์ เอล บาห์ริ นั้น นักไอยคุปต์วิทยา ได้ตรวจสอบด้วยวิธีที่ทันสมัยแล้วปรากฏว่าไม่ใช่มัมมี่ของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 ที่แท้จริง ก็เป็นอันว่าเรื่องราวของ มัมมี่ฟาโรห์พระองค์นี้ยังคงเป็นปริศนาอยู่ทุกวันนี้

มัมมี่ทุตโมสที่ 2
      ผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากทุตโมซิสที่ 1 คือ ทุตโมซิสที่ 2 โอรสบุญธรรมพระองค์หนึ่งมัมมี่ฟาโรห์พระองค์นี้ต่อมา มีคนพบว่าอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายยับเยิน จากคมมีดและขวานของพวกขโมยนั่นเอง

มัมมี่ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3
      ทุตโมซิสที่ 3 นั้นหลังจากขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ก็ทรงขยายดินแดนไปอย่างกว้าขวางจนสามารถคลอบคลุม ดินแดนต่างๆของเอเชียไมเนอร์ได้ทั้งหมด ทำให้ไอยคุปต์ยิ่งใหญ่และมั่นคงขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยพระองค์เสด็จสวรรคตในปี 1450 ก่อนคริสกาล ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ไม่ได้ช่วยมัมมี่ของพระองค์ให้รอดจากพวกเงื้อมมือขโมยไปได้ พระศพถูก พวกขโมยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนจนยากที่จะนำมาต่อกัน แต่นักบวชยุคหลังได้ทำมัมมี่ของพระองค์ใหม่โดนใช้เผือกมาทำ เป็นอวัยวะที่ขาดหายไปส่วนพระพักษ์ก็ ใช้หน้ากากแทนทำให้มัมมี่ของพระองค์ดูผิดส่วนสัดไปมากที่เดียว

มัมมี่ฟาโรห์เอเมนโนพิสที่ 2
      ฟาโรห์เอเมนโนพิสที่ 2ปกครองไอยคุปตอจากพระราชบิดา ทุตโมซิสที่ 3 พระองค์ทรงมีพระวรกาย แข็งแรงผิด ปกติชำนานในการใช้อาวุธด้วยมือทุกชนิดมีความสามารถในการรบถึงขนาดขยายดินแดนไอยคุปต์ไปได้ กว้างใหญ่กว่าเดิม ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงแสดงพระปรีชาสามารถด้วยการสังหารนัดโทษจำนวนนับสิบด้วยกระบอง และสังหารหัวหน้า ก่อการกบฏซีเรียทั้งหกคนด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และได้แบกศพขึ้นไปยังราชรถด้วยพระองค์เอง ซึ่งยังความ ประหลาดใจให้แก่ศัตรูอย่างมาก พระองค์ทรงปกครองไอยคุปต์ 25 ปี และทรงเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 45 พรรษา มัมมี่ของพระองค์มีคนพบในภายหลังปรากฏว่าสมบูรณ์แบบมากเลยทีเดียว

มัมมี่ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 4
      มัมมี่ของพระองค์ที่ค้นพบปรากฏว่าตัวหดลงมาผิดปกติบางทัอาจเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บที่ทำให้พระองค์สวรรคต มีผลต่อเนื่องกัน จากการตรวจสอบมัมมี่ของพระองค์พบว่ามีลักษณะ พระพาหาวางบนพระอุระในท่าถือคฑากษัตริย์ พระนข (เล็บ) ขาวใสสะอาว สังเกตุได้ว่ามัมมี่ของพระองค์นั้นดูเหมือนจะกระทำด้วยความเร่งรีบ เนื่องจากพบว่ามีความไม่เรียบร้อย หลายแห่ง

มัมมี่ฟาโรห์ตุตันคาเมนแห่งราชวงส์ที่ 18
      ฟาโรห์ ตุตันคามุน (Tutankhamun) หรือ ตุตันคาเมน เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงค์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ครองราชย์ระหว่าง 1325 - 1334 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเตน” อันหมายถึงเทพอาเตน หรือสุริยเทพอวตารลงมา การบริหารบ้านเมืองจึงตกอยู่กับวิซิเออร์ อัยย์ (Vizier Ay) ฟาโรห์ ตุตันคาเมนได้ครองราชย์ในรัชสมัยของพระองค์ช่วงสั้นๆ ราว 9 ปี ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน เป็นเพราะฟาโรห์ตุตันคาเมน สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน วิซิเออร์ อัยย์จึงได้สร้างสุสานถวายแบบง่าย ๆ

      ราวสองร้อยปีต่อมา มีการสร้างสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ 6 ทับสุสานของ ฟาโรห์ตุตันคาเมน ทั้ง ๆ ที่คนงานก็รู้แต่นึกว่าเป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้เสนอเบื้องบน จึงทำให้สุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนนี้ ปลอดภัยและนับเป็นสุสานที่สมบูรณ์ที่สุด

      ฟาโรห์ตุตันคามุนทรงได้เษกสมรสกับพระนางอันเคเซนามุน พระธิดาพระองค์ที่ 3 จากทั้งหมด 6 พระองค์ในพระนางเนเฟอร์ติติ ซึ่งเป็นมเหสีองค์แรกของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 เจ้าหญิงจากมิตันนี (Mitanni) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเหนือของดินแดนเมโสโปเตเมีย

      ฟาโรห์ตุตันคาเมน สวรรคตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆ ที่ยังมีพระชนมายุยังไม่ครบ 19 ชันษา อีกทั้งไม่มีองค์รัชทายาท วิซิเออร์ อัยย์ จึงรีบฉวยโอกาสแต่งกับราชินีม่ายเพื่อจะได้ครอบครองดินแดนอียิปต์ต่อไป

มัมมี่ของฟาโรห์เรมเซสที่ 2
      มัมมี่ของพระองค์จัดได้ว่าเป็นมัมมี่ที่สวยงามมาก ยังคงสภาพสมบูรณ์แบบแทบทุกส่วน แต่ก็มีหลายแห่ง ที่สภาพเปลี่ยนไป เช่นพระทนต์แหกหักและมีโพรงลึก มีรอยบวมเป็นฝีหลายแห่งจากการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่า พระองค์ทรงได้รับความทรมาน จากโรคเจ็บปวดตามพระโสภี (ตะโพก) และพระอุรุ (ต้นขา-ขาอ่อน) เนื่องจากโรคไขข้อ อักเสบ

edit @ 10 Nov 2008 15:42:59 by Shadow

edit @ 10 Nov 2008 15:55:49 by Shadow

edit @ 19 Oct 2009 14:35:05 by Shadow

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (182.93.169.66) on 2010-07-20 10:11

เรื่องดี ๆ แบบนี้ หาอ่านยากมากเลย ขอก็อบเก็บไว้ในเครื่องนะคะ surprised smile

#2 By สุฑาทิพย์ on 2008-11-10 07:37

ข้อมูลบางตัวเก่าไปนะคะ อย่างของตุตันคาเมยนี่จริงๆมีหลักฐานพียงพอแล้วว่าสวรรคตจากจุดใด

เช่นบริเวณข้อพระบาท กระดุกหักมีบาดแผลแกรรจ์





ปล.ชอบอียิปต์เหรอคะ ชอบเหมือนกัน ^^ โดยเฉพาะราชวงศ์ 18

#1 By Swordman แห่ง Iris on 2008-11-10 00:46