โรคสครัปไทฟัส

1. สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อริคเก็ทเซีย ซูซูกามูชิ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในอาหารเลี้ยงเชื้อ แต่จะเจริญและเพิ่มจำนวนอยู่ภายในเซลของสิ่งมีชีวิต

2. ระบาดวิทยาของโรค : โรคนี้เกิดประปรายกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย พบมากที่สุดในภาคเหนือ รองมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบโรคนี้เกิดได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงฤดูฝนโดยเฉพาะในเดือนกันยายนและตุลาคมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรอาศัยอยู่บริเวณชายป่าโปร่งที่มีตัวไรชุกชุม

แหล่งของโรค : เชื้อโรคอยู่ในตัวไรของหนู, สัตว์แทะ, ตัวอ่อนของไรจะเป็นพาหะของโรคจากสัตว์ตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง เชื้อโรคในตัวไรจะถ่ายทอดกันได้ถึงลูกหลานของมัน ฉะนั้นเมื่อมีโรคนี้อยู่ในบริเวณใด โรคก็จะปรากฎอยู่ในบริเวณนั้นได้นาน ไรตัวแก่จะไม่กัดคนและสัตว์ ไรตัวอ่อนเท่านั้นที่กัดคนและสัตว์ เราจะเห็นอยู่กันเป็นกระจุกสีส้มได้ชัดที่บริเวณรูหูของหนู

การติดต่อ  :  โรคนี้ติดต่อได้โดยตัวอ่อนของไรที่มีเชื้อนี้มากัดคน ไม่มีการติดต่อจากคนไปสู่คนระยะฟักตัว ตั้งแต่ 6-21 วัน ปกติประมาณ 10-12 วัน

อาการ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1. Classical type ผู้ป่วยมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ตาแดง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว กล้ามเนื้อ เจ็บบริเวณแผลที่ถูกไรอ่อนกัด แผลมีลักษณะคล้ายถูกบุหรี่จี้ (eschar) ซึ่งจะพบได้บริเวณรอบ ๆ เอวหรือรักแร้ หรือขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายมีผื่น

      ลักษณะ maculo papular rash ตามลำตัวและกระจายไปแขนขาในปลายสัปดาห์แรก ซึ่งผื่นจะเป็นนาน 3-4 วัน แล้วจางหายไป จากนั้นผู้ป่วยจะฟื้นไข้อย่างช้า ๆ ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการสมองอักเสบ อาจมี กล้ามเนื้อหัวใจตาย มีปอดบวมจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม

2. Mild type ผู้ป่วยมีอาการไข้ไม่สูง ไม่ปวดศีรษะรุนแรง มักตรวจไม่พบแผล eschar

3. Subclinical type ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่แสดงอาการอาจมีไข้เล็กน้อย ปวดศีรษะบ้าง อาการไม่แน่นอน มักพบผู้ป่วยได้โดยบังเอิญจากการตรวจพบปฏิกิริยาทางน้ำเหลือง

การวินิจฉัยโรค :

1. อาการและอาการแสดงที่สำคัญ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะมาก ตาแดง ปวดกระบอกตา และตรวจพบแผล eschar ต่อมน้ำเหลืองใกล้กับส่วนของร่างกายที่พบ eschar มีขนาดโต อักเสบ กดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายมีตับม้ามโต กดเจ็บ

2. การตรวจปฏิกริยาน้ำเหลือง หาภูมิคุ้มกัน โดยเจาะเลือดผู้ป่วยในปลายสัปดาห์ที่ 2 ของโรค มาทดสอบหาระดับแอนติบอดีต่อแอนติเจน ถ้าระดับของแอนติบอดีสูงเกินกว่า 1 : 320  ขึ้นไป หรือระดับสูงขึ้นเป็น 4 เท่า ระหว่างซีรัมที่เจาะในระยะเฉียบพลันกับระยะพักฟื้น แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรค

การรักษา ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาได้ผลคือ Tetracycline, chloramphenicol, ciprofloxacin และ doxycycline

การป้องและควบคุม : ป้องกันมิให้ตัวอ่อนของไรหนูกัดโดยให้คำแนะนำประชาชนที่จะเข้าป่าหรือเข้าไปในพื้นที่ที่สงสัยว่ามีไรอ่อน ควรสวมรองเท้า ถุงเท้าหุ้มปิดขากางเกง หรือใช้ยาทากันแมลงกัด เช่น Diethyl Tolaunide หรือ Carbocylate หรือ Benzyl พ่นตามขอบกางเกงและขอบเสื้อและควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวปิด ร่างกายให้มิดชิด  เมื่อต้องการพักแรม ควรเลือกที่ตั้งพักเป็นบริเวณโล่งเตียน ควรใช้ยากำจัดแมลงพ่นรอบ ๆ บริเวณที่พัก  แนะนำให้ประชาชนช่วยกันกำจัดหนูและพ่นยาฆ่าแมลง  อาจจะใช้ยา Chemoprophylaxis ป้องกันในรายที่จำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่มีโรคระบาด

      เมื่อออกจากป่า นำผ้ามาต้มหรือแช่ใน Dibutyl phthalate 225 cc. ต่อน้ำอุ่น 4.5 ลิตร พร้อมทั้งใส่ผงซักฟอก 10 ช้อนโต๊ะแช่ไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วจึงซัก

      เมื่อมีผู้ป่วยเกิดขึ้นให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานระบาดวิทยาในพื้นที่เพื่อควบคุมโรค

      เมื่อพบผู้ป่วยให้ยาปฏิชีวนะทันที

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและพาหะนำโรคสครับไทฟัส

edit @ 2 Dec 2008 13:24:23 by Shadow

Comment

Comment:

Tweet